“I’m Glad My Mom Died” ไม่ได้ดังเพราะชื่อแรง แต่มันดังเพราะหลายคนเพิ่งรู้ว่า ‘แม่’ ก็ทำร้ายลูกได้
ตอนที่หนังสือ I’m Glad My Mom Died ของ Jennette McCurdy ออกครั้งแรก คนจำนวนมากสนใจมันเพราะชื่อที่ดู shock และ almost taboo ราวกับเป็นประโยคที่ “ไม่ควรพูดออกมาดังๆ”
แต่ยิ่งคนอ่าน ยิ่งพบว่ามันไม่ใช่หนังสือเอาแรงหรือ memoir ดราม่าแบบฮอลลีวูดทั่วไป เพราะสิ่งที่ Jennette เขียน มันคือการอธิบายชีวิตของเด็กคนหนึ่งที่โตมาโดยไม่เคยรู้เลยว่า ความรักกับการควบคุมมันต่างกันยังไง
และในตอนหนึ่งของ Red Table Talk Jennette เปิดใจลึกกว่าที่เคย ทั้งเรื่องการถูกผลักเข้าสู่วงการตั้งแต่เด็ก ความผิดปกติในบ้าน การถูกควบคุมร่างกาย ไปจนถึงคำถามที่ยากที่สุดข้อหนึ่งในชีวิตว่า “เราจำเป็นต้องให้อภัยพ่อแม่ที่ทำร้ายเราหรือเปล่า?”
บ้านที่เต็มไปด้วยของรก อาจไม่ได้น่ากลัวเท่าความรู้สึกที่ไม่มีใครปลอดภัย
Jennette เล่าว่าเธอโตมาในบ้านแบบ hoarder house บ้านที่เต็มไปด้วยของกองพะเนิน ความวุ่นวาย และความรู้สึกเหมือนทุกอย่างพร้อมพังได้ตลอดเวลา
แต่สิ่งที่หนักกว่า physical chaos คือ emotional chaos ภายในบ้าน เพราะแม่ของเธอมีทั้งปัญหาสุขภาพ ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ และพฤติกรรมควบคุมลูกอย่างรุนแรง
หลายคนที่ดูรายการบอกว่าจุดที่ painful มาก คือการที่ Jennette ใช้เวลานานมากกว่าจะยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านตัวเอง “ไม่ปกติ” เพราะสำหรับเด็ก ถ้าคุณโตมากับอะไร คุณมักคิดว่านั่นคือโลกปกติของทุกคน
เมื่อแม่สอนลูกสาวให้อดอาหาร ตั้งแต่อายุ 11
หนึ่งในช่วงที่คนดูสะเทือนใจที่สุด คือตอนที่ Jennette เล่าว่าแม่ของเธอเริ่มควบคุมอาหารตั้งแต่เธอยังเด็ก เพื่อ “ชะลอการโตเป็นสาว” เพราะกลัวว่าถ้าลูกเริ่มโต งานในวงการจะลดลง
Jennette ถูกสอนให้นับแคลอรี อดอาหาร และกลัวร่างกายตัวเองตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี ซึ่งท้ายที่สุด มันพัฒนาไปสู่ eating disorder ที่อยู่กับเธออีกหลายปี
สิ่งที่น่ากลัวคือ หลายครั้ง trauma ไม่ได้มาในรูปของการตะโกนหรือทำร้ายร่างกายตรงๆ แต่มาในรูปของ “ฉันทำเพื่อเธอนะ” ต่างหาก
และนี่อาจเป็นเหตุผลที่คนจำนวนมากสับสนเวลาต้องยอมรับว่าพ่อแม่ตัวเอง toxic เพราะความเจ็บปวดจำนวนมากถูก package มาในหน้าตาของ “ความหวังดี” เสมอ
เด็กที่ถูกทำให้รู้สึกว่า หน้าที่ของตัวเองคือหาเงินให้ครอบครัว
อีกประเด็นที่บทสัมภาษณ์พูดถึง คือแรงกดดันจากการเป็น breadwinner ตั้งแต่อายุยังน้อย
Jennette บอกว่า เธอไม่เคยรู้สึกว่า “เลือก” การแสดงเองจริงๆ แต่มันคือความฝันของแม่ และสุดท้าย เด็กคนหนึ่งก็กลายเป็นเสาหลักทางการเงินของทั้งบ้าน
หลายคนดูแล้วนึกถึง child stars อีกหลายคนในวงการ เพราะเบื้องหลังความสำเร็จ มักมีเด็กคนหนึ่งที่โตเร็วเกินไป และรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองขึ้นอยู่กับการทำให้คนอื่นพอใจ
คำว่า “Mother Hunger” อาจอธิบายความรู้สึกของคนจำนวนมากได้ดีที่สุด
ช่วงสำคัญของรายการ คือการที่นักบำบัด Kelly McDaniel อธิบายแนวคิดเรื่อง mother hunger หรือ “ความหิวโหยทางอารมณ์จากแม่”
มันคือภาวะที่ลูกเติบโตมาโดยไม่ได้รับการ nurture, protect หรือ guide อย่างที่ควรจะเป็น แม้ภายนอกอาจดูเหมือนมีแม่อยู่ครบทุกอย่างก็ตาม
Kelly ยังพูดถึงคำว่า betrayal blindness ด้วย — ภาวะที่เด็กเลือก “มองไม่เห็น” การถูกทำร้าย เพราะสมองต้องการรักษาความสัมพันธ์กับพ่อแม่ไว้เพื่อความอยู่รอด
และนั่นอาจเป็น reason ที่คนจำนวนมากใช้เวลาหลายสิบปี กว่าจะยอมรับว่า ตัวเองเคยถูก abuse จริงๆ
บทเรียนที่ทรงพลังที่สุด: การ heal ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการให้อภัย
หนึ่งในโมเมนต์ที่ถูกแชร์มากที่สุดจากรายการ คือช่วงที่ Jennette พูดถึง “forgiveness”
ตลอดชีวิต เธอเคยคิดว่าการรักษาตัวเองให้หาย ต้องเริ่มจากการให้อภัยแม่ก่อน แต่สุดท้าย เธอเริ่มเข้าใจว่า การ move on ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้รู้สึกบางอย่างที่ยังไม่จริง
สำหรับหลายคน ประโยคนี้ powerful มาก เพราะสังคมมักสอนว่า “ยังไงเขาก็เป็นแม่” จนบางครั้ง ผู้ถูกทำร้ายรู้สึกผิดแม้แต่ตอนพยายามปกป้องตัวเอง
แต่สิ่งที่ Jennette พยายามบอก คือ healing อาจเริ่มจากการยอมรับความจริงก่อน ไม่ใช่การรีบให้อภัยเพื่อให้ทุกคนสบายใจ
ทำไมเรื่องของ Jennette McCurdy ถึง resonate กับคนทั่วโลก?
เพราะลึกๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวแค่กับอดีตดาราเด็กจาก Nickelodeon แต่มันเกี่ยวกับคนจำนวนมากที่โตมาในบ้านที่ “ดูปกติ” จากข้างนอก แต่ข้างในเต็มไปด้วยการควบคุม ความ guilt และความรักที่มีเงื่อนไข
และบางที สิ่งที่ทำให้ memoir เล่มนี้ดังมาก ไม่ใช่แค่ความ shocking ของชื่อหนังสือ แต่เป็นเพราะมันทำให้หลายคนกล้าพูดประโยคที่ไม่เคยกล้าพูดมาก่อนว่า
“เราอาจรักพ่อแม่ได้ และยังยอมรับได้ในเวลาเดียวกันว่า เขาเคยทำร้ายเรา”
และสำหรับบางคน นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ heal จริงๆ เป็นครั้งแรกในชีวิต
Sources / References: Red Table Talk, Jennette McCurdy memoir I’m Glad My Mom Died, interviews and public discussions surrounding child stardom and trauma recovery.
