โดย ศาธิต ประสมทรัพย์
มีประโยคหนึ่งที่ จั๊กจั่น อคัมย์สิริ พูดออกมาระหว่างร้องไห้ ที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าดราม่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นรอบตัวเธอ
“ฉันก็ประสาทเสีย เพราะรายการมันคือเซ็ต แล้วฉันแยกไม่ออกว่า สรุปอันนี้มึงทะเลาะกันจริงหรือมึงอะไร”
อ่านอีกรอบนะครับ — คนที่อยู่ในรายการเอง ยังแยกไม่ออกว่าอะไรจริงอะไรปลอม
แล้วคนดูที่นั่งอยู่หน้าจอ ควรจะแยกออกได้ยังไงครับ?
เกิดอะไรขึ้น
จั๊กจั่นออกมาเปิดใจทั้งน้ำตาเรื่องการร่วมรายการ TAKE HORMONES THAILAND โดยเล่าว่าเธอประสาทเสียและนอยด์หนัก จากการที่แยกไม่ออกว่าสถานการณ์ในรายการอันไหนคือของจริง อันไหนคือสิ่งที่ถูกวางไว้
เธอเล่าถึงคลิปที่เพิ่งออกไป — ตอนที่เธอด่าคำว่า “อีควาย” ว่าเป็นอารมณ์จริงล้วนๆ ถึงขั้นต้องเลือกคำในหัวว่าจะใช้คำไหนดีที่ไม่หยาบเกินไปสำหรับออกอากาศ นั่นแปลว่าเธอโมโหจริง แต่ยังต้องคิดถึงหน้าจอไปพร้อมกัน
“ไม่ได้อยากร้องไห้ แต่อัดอั้นตันใจ หรือเป็นกูเองไม่เหมาะกับรายการนี้ กูไม่น่าดื้อรั้นมาทำเพราะอยากทำงานกับม๊าเดี่ยว ทำงานกับเด็กรุ่นใหม่ที่เก่งๆ เมื่อกูมาเป็นอินฟลูแล้วกูก็พยายามปรับตัว แต่กูคงคิดผิด”
และประโยคที่หนักที่สุดคือตอนที่เธอพูดถึงเรื่องความรับผิดชอบ — ย้อนไปสมัยถ่ายละคร ป่วยก็ไป น็อกเข้าโรงพยาบาลก็ยังทำต่อ ไม่เคยทิ้งงานกลางคัน คนที่ต้องออกมาปกป้องประวัติการทำงานตัวเองขนาดนี้ แปลว่าโดนอะไรมาหนักพอสมควรครับ
ความเห็นผม: ติดป้ายว่า Reality แต่ Reality อยู่ตรงไหน?
ผมจะพูดตรงๆ ครับ
รายการติดป้ายตัวเองว่าเป็น Reality Competition แต่ความ Reality ไม่มีเลย มันปลอม
และผมเข้าใจนะครับว่ารายการแนวนี้ทั่วโลกก็ปลอมเยอะ มีการวางบริบท มีการ set up มีการตัดต่อให้ดราม่า นั่นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่รายการนี้ทำคือ — ขนาดคนมาเล่นยังต้องสร้างคาแรกเตอร์ขึ้นมา ไม่ได้มาเป็นตัวเอง แต่มาสวมบทที่ถูกวางไว้
แล้วพอคนดูอินตามที่รายการปั้นมาให้อิน กลับได้คำตอบว่า “อย่าอินเกิน มันวางไว้”
คำถามผมง่ายมากครับ — แล้วจะเรียกตัวเองว่า Reality เพื่ออะไร?
จะอ้างว่า unscripted ก็ไม่ได้ เพราะถึงไม่มีเปเปอร์บท แต่มีการวางบริบทไว้ล่วงหน้า นั่นก็คือสคริปต์ในอีกรูปแบบหนึ่ง มันคือการเขียนบทด้วยสถานการณ์แทนที่จะเขียนด้วยคำพูด — ปลอมเหมือนกัน แค่ปลอมแบบที่ปฏิเสธความรับผิดชอบได้ง่ายกว่า
และนี่คือจุดที่ผมคิดว่าอันตรายที่สุด — เมื่อกติกาไม่ชัด คนที่รับกรรมคือคนที่ยืนอยู่หน้ากล้อง ไม่ใช่คนที่วางเกม
เพราะเวลาคนดูโกรธ เขาไม่ได้โกรธ “บริบทที่รายการวางไว้” เขาโกรธหน้าคนที่พูดประโยคนั้นออกมา คนที่โดนด่าคือจั๊กจั่น ไม่ใช่ห้องตัดต่อ
ไม่ใช่แค่จั๊กจั่นคนเดียว
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ใหญ่กว่าดราม่าคนเดียวคือ — มะเดี่ยว เองก็ออกมาโพสต์ขอลาซีซั่นหน้า โดยระบุถึงประเด็นเรื่องการตัดต่อเช่นกัน
เมื่อคนในรายการมากกว่าหนึ่งคนออกมาพูดเรื่องเดียวกัน มันไม่ใช่ “คนนี้อ่อนไหวเกินไป” อีกต่อไปแล้วครับ มันคือปัญหาเชิงโครงสร้างของรายการ
ยุคที่จอปลอม 80%
ผมคิดว่าออกจอในยุคนี้ปลอมไปแล้วประมาณ 80% และกลุ่มที่ทำให้มันปลอมคือคนที่รู้ว่าความปลอมขายได้ดีกว่าความจริง
ดราม่าที่ set มาขาย engagement ได้แน่นอนกว่าความจริงที่อาจน่าเบื่อ คลิปทะเลาะกันตัดมาให้ viral ได้ยอดวิวมากกว่าการสนทนาปกติ นี่คือคณิตศาสตร์ของ content ยุคนี้ที่ทุกคนในวงการรู้ดี
แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่จะตามมาคือ คนจะโหยหาความจริงใจมากขึ้น
เพราะเมื่อทุกอย่างบนจอถูกออกแบบมาให้รู้สึก คนดูจะเริ่มชินชาและเริ่มแยกออก และวันที่คนดูแยกออกว่าอะไร set มา อะไรจริง — รายการที่เหลือรอดจะไม่ใช่รายการที่ set เก่งที่สุด แต่คือรายการที่กล้าปล่อยให้คนเป็นคนจริงๆ ครับ
สิ่งที่รายการควรทำ (แต่คงไม่ทำ)
ทางออกมันไม่ยากเลยครับ — บอกความจริงกับคนดู
ถ้ามีการวางบริบท ก็บอกว่ามีการวางบริบท ถ้าเป็น entertainment format ก็เรียกมันว่า entertainment format ไม่ต้องยืมความน่าเชื่อถือของคำว่า “Reality” มาใช้ เพราะสุดท้ายคนที่จ่ายราคาของความคลุมเครือนี้ ไม่ใช่รายการ แต่เป็นคนที่ต้องมานั่งร้องไห้อธิบายว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนแบบนั้น
และถ้าจะให้พูดในฐานะคนที่ตามวงการบันเทิงมานาน — ความจริงใจคือสิ่งเดียวที่ scale ไม่ได้ แต่เป็นสิ่งเดียวที่อยู่ได้นานครับ
อ้างอิง: ข่าวสด, โพสต์ของมะเดี่ยวและจั๊กจั่นบนโซเชียลมีเดีย

